Fiction

[OS][Jo Twins] Be Together

posted on 23 Dec 2015 14:02 by sk-chan in Fiction, Jo-Twins

Title : Be Together

Author : S K – S a K U

Couple : Jo Youngmin x Jo Kwangmin [Boyfriend]

Rating : PG-15

Genre : A/U

Author’s note : มันเป็นฟิคที่เอาของเก่ามาแก้(ต้นฉบับเขียนจบนะ แต่อยากเขียนเป็นเวอร์เด็กๆด้วย) แก้ไม่ตกไปหลายรอบ ลดเรท ปรับเนื้อเรื่องจนแล้วจนรอดก็แลจะไม่รอด สุดท้ายด้วยปาฏิหารย์น้องกวังชุดหน้าหนาวมุ้งมิ้งเลอค่า(?) ทำให้ความอยากกลับมาเขียนฉากหนึ่งบังเกิดขึ้น แต่มันก็ยังไม่ลงตัวเสียทีเดียว คิดว่าจะหยิบอีกเรื่องนึงมาแก้แทน พอวนลูปคิดซ้ำก็รู้สึกว่าสร้างงานแถมไม่มีแก่นสารเพิ่ม ตกลงเป็นการยำสองเรื่องรวมกัน เรื่องแรกได้บางฉากเพิ่ม เรื่องสองตัดไป

 

ปล. หลังจากไม่ได้เขียนฟิคมานานยอมรับเลยว่าขี้เกียจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก กว่าจะสั่งตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำได้เนี่ย ไม่ง่ายเลย

 

ปล.2 ถึงมันจะไม่มุ้งมิ้งแต่ติ๊ต่างว่ามันเป็นฟิคแก้บนที่เคยบนไว้ให้ลูกได้ที่หนึ่งในรายการเพลงได้ไหมอะ นี่ดองมาจนจะหมดปีอยู่ละ (เอิ๊ก)

 

#yktwinfic สำหรับทุกเรื่องของแฝดในบลอคค่ะ

 

 

 

 

ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นของปลายเดือนธันวาคม หิมะสีขาวร่วงหล่นฉาบไล้จนทั้งเมืองดูเงียบเหงา หากแต่แสงไฟหลากสีที่ถูกตกแต่งไปทั่วและเสียงเพลงกังวานในเทศกาลแห่งเฉลิมฉลองอย่างวันคริสต์มาสก็เรียกให้ผู้คนพากันออกมาทำกิจกรรมต่างๆนอกที่พักอาศัย ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ยังคงสว่างไสวและคึกคักกว่าที่เคย

 

โจ กวังมินซุกตัวอยู่ในตรงม้านั่งซึ่งพอจะมีที่ว่างพร้อมแก้วกาแฟที่ซื้อติดมือมาจากร้านข้างสถานี ดวงตาสีอ่อนเฝ้ามองการเคลื่อนผ่านของผู้คนมากมายจากนาทีสู่ชั่วโมงจนกาแฟในมือนั้นไร้ซึ่งไออุ่น ไม่มีสิ่งใดจรดลงในความทรงจำ ทุกสิ่งผ่านตาแล้วก็จางหายไปพร้อมกับรอยเท้าที่ถูกย่ำซ้ำด้วยร่องรอยใหม่ของใครอีกคน

ความจริงแล้วในค่ำคืนนี้ร่างบางควรจะอยู่กับเพื่อน หรือใครสักคนเพื่อฉลองในวันสำคัญ แต่ตัวเขาเองนั้นกลับเลือกที่จะปลีกตัวมานั่งตรงนี้เพียงลำพัง

 

ฝ่ามือขาวยกถ้วยกาแฟในมือขึ้นจรดริมฝีปากแล้วก็ต้องเบ้หน้า เพราะรสชาติที่เย็นชืดของมัน กวังมินก้มมองนาฬิกาข้อมือ เขานั่งอยู่ตรงนี้มานานกว่าชั่วโมง เห็นทีว่าควรจะเลิกตากลมเล่นแล้วกลับไปนอนซุกผ้าห่มอุ่นๆที่ห้องแทน และในตอนที่กำลังจะเดินออกไปนั้นมือของใครอีกคนก็คว้าแขนของเขาไว้พอดี รู้สึกตัวอีกทีทั้งร่างก็ตกอยู่ในวงแขนของใครคนนั้นไปเสียแล้ว

 

“ยองมิน…” ปากอิ่มเอ่ยเรียกคนที่กำลังโอบกอดเขาไว้ด้วยสองแขน เขารับรู้ได้ทันทีว่าใครคนนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้า เพราะอ้อมกอดที่ได้สัมผัสนั้นช่างแสนคุ้นเคย

 

“บังเอิญจังเลย ไม่คิดว่าจะเจอนายแถวนี้” เจ้าของร่างสูงโปร่งเอ่ยพูด ใครคนนั้นสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนทับด้วยสเวตเตอร์ไหมถักสีเข้มและคลุมอีกชั้นด้วยเสื้อโค้ทตัวหนา ที่คอมีผ้าพันคอสีขาวคล้องอยู่หลวมๆ ทุกอย่างเรียบง่ายแต่ดูดีไม่มีที่ติ

 

“นายเองก็เหมือนกัน ทำไมมาคนเดียวล่ะ?” กวังมินถามกลับไปโดยที่ยังไม่ตอบคำถามของอีกคน

 

“พูดแบบหมายความว่ายังไงนี่”

 

“ก็มันแปลกนี่นา วันแบบนี้นายน่าจะกำลังฉลองอยู่กับใครสักคนอะไรแบบนี้มากกว่า”

 

ยองมินเหล่มองแก้วกาแฟเย็นชืดในอุ้งมือขาวก่อนเอ่ยแซวกลับไป “ที่พูดนี่ไม่ดูตัวเองเลยนะ ถ้าจะบอกว่านั่งรอใครอยู่นี่ อาการแบบนี้คงไม่ใช่” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมแววตาที่แสดงออกถึงความมั่นใจประดับอยู่บนใบหน้าที่แทบจะพูดได้ว่าถอดแบบกันมา แต่สำหรับกวังมินมันไม่ใช่เลย เพราะคนที่สามารถยิ้มแบบนี้ได้นั้นมีแค่ยองมินเพียงคนเดียว

 

โจ ยองมินคือพี่ชายฝาแฝดของโจ กวังมิน พวกเขาสองคนเกิดห่างกันเพียงหกนาที ทั้งสองสูญเสียครอบครัวไปตั้งติอายุสิบห้า โดยมีคุณป้าแท้ๆคอยเลี้ยงดูมา เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาสองพี่น้องย้ายมาเรียนต่อในเมืองหลวงและอาศัยหอพักของมหาวิทยาลัยอยู่จนเรียนจบ พอเริ่มทำงานพวกเขาตัดสินใจไม่กลับไปบ้าน เพราะคุณป้าเองก็มีครอบครัวและลูกชายที่ต้องดูแล แรกเริ่มพวกเขาเช่าหออยู่ด้วยกันเหมือนตอนเรียนแต่พอกวังมินย้ายงานก็แยกตัวออกไปอยู่หอพักของที่ทำงานซึ่งใกล้และดินทางสะดวกกว่า เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ยองมินก็ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังจากนั้นพวกเขาแทบไม่ได้ติดต่อกัน เพราะต่างยุ่งกับการทำงานและปรับเข้ากับสังคมใหม่

 

แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะห่างกันนั่นก็คือความรู้สึก เพราะ“ความรัก” ที่เกินกว่าพี่น้องร่วมสายเลือดเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่มีใครรู้ว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตอนไหน แต่พวกเขาเลือกที่จะเก็บมันไว้เพียงในใจ ทั้งที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกับตัวเอง

 

“เบื่อๆน่ะ อยากอยู่คนเดียว” กวังมินตอบหลังจากเงียบไปพักใหญ่

 

“ไหนๆวันนี้ก็เจอกันแล้ว ไปหาอะไรกินกันไหม?”  ยองมินเอ่ยชวนคนตัวบาง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี โจ กวังมินก็ดูจะโตไม่ทันเขาสักที เห็นทีต้องพาไปขุนให้อ้วนสักหน่อย

 

“ชั้นว่าวันนี้คงแน่นทุกร้านแหละ”

 

“งั้น ซื้อเบียร์ร้านสะดวกซื้อกับของกินเล่นไปนั่งที่ห้องชั้นดีกว่า อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เท่าไร” ยองมินเป็นฝ่ายเสนอขึ้น

 

“ชวนแขกเข้าห้องน่ะ จัดหรือยัง? ไปนั่งในสภาพรกๆนี่ไม่เอานะ” พูดทั้งเหล่มองอีกคนอย่างไม่ไว้ใจ จะพูดยังไงดีล่ะ ตลอดเวลาที่เป็นแฝดกันมาทั้งชีวิตนี่ยองมินคือตัวทำรก และเขาต้องเป็นฝ่ายตามเก็บเสมอ

 

“เดี๋ยวนี้ชั้นพัฒนาแล้วหรอกน่า~~” คนชวนกล่าวบอกอย่างมั่นใจ

 

ยองมินเดินนำไปก่อนโดยมีร่างบางของกวังมินเดินตามหลังมา ทางเดินวันนี้แน่นขนัดไปด้วยเหล่าผู้คน สองพี่น้องจำเป็นต้องเดินเบียดเสียดเหล่าคลื่นประชาชนที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศทาง บ่อยครั้งที่ร่างบางโดนชนจนต้องหยุดเดินทำให้เกือบพลัดหลงกัน

 

ยองมินอาศัยความสูงที่มีมากกว่ามองหาคนตัวบางจนเจอ แล้วยื่นมาข้างหนึ่งจับอีกคนไว้ให้เดินตามกันมา “แบบนี้ดีกว่าจะได้ไม่หลงกัน”

 

.

.

 

“เป็นไง?” เจ้าของห้องเอ่ยขึ้นทันทีที่เปิดประตูเข้ามาข้างในคอนโดขนาดกำลังดีที่ตกแต่งเรียบง่ายด้วยโทนสีธรรมชาติ แม้จะไม่สะอาดเนี้ยบขนาดไร้เศษฝุ่นแต่มันก็สะอาดกว่าที่กวังมินคาดไว้มากเลยทีเดียว

 

“ก็โอเค” กวังมินตอบเพียงแค่นั้น

 

“โหย~ แค่นี้” เจ้าของห้องตัดพ้ออย่างผิดหวังกับท่าทางของผู้มาเยือน

 

“มันก็ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดีมากสักเท่าไร แค่คำว่าโอเคก็พอแล้ว”

 

“นายสบายดีนะ” อยู่ๆยองมินก็เป็นฝ่ายถามขึ้น

 

“ทำไมไม่ถามซะตอนกลับล่ะ” คนตอบขึ้นเสียงประชด

 

“ก็มันเพิ่งนึกได้นี่ แต่กวนประสาทได้แบบนี้ก็รู้แล้วว่าสบายดี”

 

“นายล่ะ เป็นไงบ้าง?”

 

“เรื่องงานก็เรื่อยๆ ส่วนเรื่องอื่นก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ” ร่างสูงตอบเสียงเรียบ คงสบายดีอย่างที่ว่า

 

ยองมินพาน้องชายฝาแฝดเดินไปตรงโต๊ะที่วางไว้ตรงมุมห้อง เขาเอาเบียร์ที่ได้มาจากร้านสะดวกซื้อเก็บใส่ตู้เย็นซึ่งถูกจัดไว้อีกมุมหนึ่ง โดยที่ไม่ลืมถือมันติดมือไปฝากผู้มาเยือน

 

บทสนทนาทั่วๆไปถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยหลังจากของเหลวในกระป๋องขนาดพอดีมือถูกส่งเข้าปาก หลายปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้นั่งคุยกันแบบนี้ทั้งที่เมื่อก่อนเคยอยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิต มันก็ดูเป็นความรู้สึกที่แปลกๆอยู่เหมือนกัน

 

.

.

 

“วิวตรงนี้สวยดีนะ” ปากอิ่มเอ่ยขึ้นหลังจากพวกเขาคุยเรื่องสัพเพเหระมาพักใหญ่ ดวงกลมสุกใสที่ถอดแบบมาจากแฝดคนพี่เหม่อมองไปยังบานกระจกที่สามารถชมทิวทัศน์ของทั้งเมืองได้

“แล้ว…นายชอบมันหรือเปล่า?” เสียงทุ้มเอ่ยถามแขกของเขา

 

“อื้ม” กวังมินพยักหน้าตอบรับโดยที่ยังไม่ละสายตาจากแสงไฟด้านนอก ตอนกลางวันเมืองหลวงเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเร่งรีบ หากในยามกลางคืนความสว่างจากแสงที่ไม่เคยหลับใหลนั้นกลับดูสวยงามชวนมองอย่างน่าประหลาด

 

“ถ้านายชอบ..ก็มานั่งมองมันที่นี่ทุกวันสิ” ไม่เพียงแค่คำพูดที่ออกจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าพี่ชาย กุญแจสีเงินวาวยามต้องแสงไฟที่ผูกไว้กับตุ๊กตาซานต้าครอสตัวจิ๋วถูกยื่นใส่ฝ่ามือของคนตัวเล็กกว่า กวังมินมองสิ่งนั้นสลับกับใบหน้าของอีกคนอย่างชั่งใจ เขารู้ว่ายองมินต้องการจะบอกอะไร แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือความรู้สึกของตัวเองต่างหาก

 

ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องมีเพียงเสียงดังของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังคงทำงานอยู่ ก่อนที่ยองมินจะเป็นฝ่ายเปิดปากเพื่อทำลายความสงบนั้น “เมอร์รี่ คริสต์มาสนะ…”

 

“อ..อื้ม เมอร์รี่ คริสต์มาส” กวังมินตอบกลับพร้อมยกกระป๋องเบียร์ขึ้นชนกับกระป๋องของอีกคนแล้วกระดกดื่ม ซานตาครอสตัวน้อยยังคงวางนิ่งอยู่ในอุ้งมือคนตัวบาง พร้อมกับความรู้สึกมากมายที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้

 

.

.

 

ยามเช้าของวันใหม่เริ่มต้นขึ้นไม่ต่างจากทุกวัน พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้อุณหภูมิจะลดต่ำลงจากเดิม จนคนที่อยู่ซุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มอุ่นไม่คิดจะลุกขึ้นจากเตียง ทว่าแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาจากม่านหน้าต่างซึ่งถูกเปิดไว้ก็ทำให้คนขี้เกียจจำต้องลืมตาตื่นขึ้นมา

 

สิ่งที่ได้พบคือความเงียบสงบที่ไม่ต่างจากวันอื่นๆ แต่หัวใจของยองมินนั้นกลับรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าวันไหน มันเป็นความว่างเปล่าที่แสนชัดเจน

 

นี่สินะ คำตอบของนาย...

 

ยองมินหลับตาลงพลิกตัวซบหน้ากับหมอนใบนุ่ม อยากจะหลับไปแล้วคิดว่ามันเป็นแค่ความฝัน แต่เขากลับไม่สามารถทำได้ ซานต้าตัวน้อยที่ห้อยอยู่กับพวงกุญแจไม่สามารถทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง นึกขำตัวเองอยู่ในใจเหมือนกัน มันก็แค่ของที่หยิบติดมือมาจากร้านสะดวกซื้อตอนไปซื้อเบียร์ แต่เขากลับไปฝากความหวังมากมายไว้กับมัน

 

ทั้งที่คิดว่าถ้าเจอนายอีกครั้ง ชั้นจะไม่ปล่อยมือคู่นี้จากนายเด็ดขาด แต่กลับไม่สามารถทำได้..

 

อุณหภูมิภายนอกห้องนั้นติดลบจนเย็นยะเยือกแต่ขอบตาของยองมินกลับร้อนผ่าว ความอุ่นชื้นเอ่อท้นรอบขอบตา รู้ตัวดีว่าอ่อนแอมากแค่ไหน

 

 

 

แกร๊ก

 

เสียงแปลกๆนั้นดังมาจากบานประตูห้อง ร่างโปร่งดันตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วมองไปยังที่มาของต้นเสียงก่อนจะเบิกตาโต

 

“เฮ้ยยยย อย่าบอกนะว่าเพิ่งตื่น นี่มันกี่โมงแล้ว!” ปากอิ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้วเมื่อมองไปยังเตียงแล้วพบร่างของพี่ชายฝาแฝดนั่งทำหน้าอึ้งอยู่

 

“ก…กวังมิน”

 

“นี่นายกล้าชวนคนอื่นมาอยู่ด้วยทั้งสภาพแบบนี้นี่นะ” โจ กวังมินบ่นอย่างหัวเสียเมื่อมองไปยังกองเบียร์และถุงขนมที่ยังกองอยู่ที่เดิม ร่างบางลากกระเป๋าใบโตวางไว้ตรงมุมห้องก่อนจะเดินตรงไปยังกองข้าวของที่ยังไม่ได้ถูกเก็บกวาด

 

“แหะๆ” ยองมินรีบลุกจากเตียงขึ้นไปช่วยอีกคนทำความสะอาดทั้งสภาพหน้าพังหัวฟูและขอบตาแดง

 

“นายนี่มันโจยองมินจริงๆเลย ให้ตายเถอะ”

 

เสียงกระป๋องเบียร์กระทบกับในถุงพลาสติกที่เตรียมจะเอาไปทิ้งคงไม่เท่ากับเสียงบ่นงึมงำของกวังมิน แต่นั่นกลับทำให้ยองมินยิ้มออกมาอย่างมีความสุขในรอบหลายปี

 

.

.

 

Fin

 

 

 

 

มันคือ Dear my First Love ยำรวมกับ Lovers Again

 

ขอบคุณ  คุณแม่น้องกวังสำหรับชื่อฟิคและตอนจบที่เกือบจะมุ้งมิ้ง (เชื่อว่าแม่นางลืมไปละว่าช่วยเราพลอตไว้ เพราะมันนานมาก ฮา)

 

แถมเพลงที่เป็นชื่อของอีกเรื่องด้วยค่ะ มันเพราะมาก ฟังเถอะ 

 

 

 

edit @ 23 Dec 2015 23:08:13 by SK-SaKU - BoX