[SF][Jo Twins] The Shadow 1

posted on 29 Oct 2012 14:12 by sk-chan in Fiction, Jo-Twins directory Fiction

Title : The Shadow

Author : S K – S a K U

Couple :  Jo Twins – Youngmin x Kwangmin [Boyfriend]

Rating :  PG-15

Genre :  A,U

Status : 1


แสงและเงา 

 

 

 

เสียงฝีเท้าก้าวหนักดังก้องไปตามทางเดินแคบๆ ในความมืดที่มีเพียงแสงไฟส่องสลัว โจกวังมินรู้สึกว่าไม่ได้มีแค่ตัวเองที่กำลังเดินอยู่บนทางเส้นนี้ เขากำลังถูกคนจำนวนมากกว่าสองสะกดรอย สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอกให้สองเท้าย่ำเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่งในที ทว่าเสียงฝีเท้าไล่หลังก็เริ่มออกแรงวิ่งตามเช่นกัน

 

ราวกับฝันร้ายที่รอคอยให้ใครสักคนมาฉุดขึ้นจากนิทรา เสียงฝีเท้าเหล่านั้นกระชั้นเข้ามาทุกขณะ เลือดในกายสูบฉีดจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

ทั้งร่างถูกดึงและผลักให้หลังชิดกำแพง ในตอนแรกร่างบางพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่กลับถูกสายตาจากเจ้าของฝ่ามือที่ปิดปากเขาไว้ห้ามปราม มือข้างที่ว่างยกขึ้นเสมอริมฝีปากตัวเองบอกเป็นนัยว่าให้เงียบเสียง

ราวกับมีอำนาจบางอย่างจากดวงตาที่เปล่งประกายในความมืดทำให้กวังมินยอมทำตามอย่างว่าง่าย จนกระทั่งแน่ใจว่าเสียงฝีเท้าของคนที่วิ่งตามหลังมาไกลห่างออกไป ใครคนนั้นจึงดึงฝ่ามือออกจากใบหน้าได้รูป

 

“น่าจะไปหมดแล้วล่ะ” เขาคนนั้นเอ่ยบอก พร้อมทั้งชะโงกหน้าออกไปจากจุดที่อับแสงที่ทั้งสองใช้หลบซ่อนตัว เมื่อขยับร่างออกจากกำแพง แสงอันน้อยนิดก็สาดกระทบจนเห็นหน้าอีกฝ่าย คราวนี้กวังมินแทบพูดไม่เป็นภาษา นอกจากเงาของตัวเองในกระจกแล้ว บนโลกแห่งความเป็นจริงจะมีคนที่หน้าตาเหมือนตัวเองขนาดนี้ได้อีกหรือ? นี่เขากำลังฝันไปใช่ไหม? หรือว่าตกใจจากเรื่องเมื่อครู่จนดวงตาพร่ามัว สองมือยกขึ้นหยิกแก้มพร้อมทั้งขยี้ตาเพื่อตอกย้ำว่าตนนั้นไม่ได้ฝันไป ใครคนนั้นมองเขาแล้วขมวดคิ้วยุ่งอย่างไม่เข้าใจ

 

“นายโอเคไหม?” เขาถาม กวังมินส่ายหน้าแทนคำตอบ ใบหน้าที่เหมือนกันยื่นเข้ามาใกล้ ไม่ทันได้เอ่ยท้วงใดๆ ทั้งร่างก็ถูกรวบเข้าไปในอ้อมแขนของคนแปลกหน้า(ที่หน้าเหมือน)

 

“ไม่เป็นไรแล้วนะ..” ฝ่ามือนั้นตบเบาๆบนแผ่นหลังเพื่อปลอบประโลมให้คนในอ้อมกอดคลายกังวล ก่อนจะคลายออกเมื่อร่างนั้นสงบลง

 

“คือ..นาย เป็นใครกันแน่” กวังมินเอ่ยถาม ความจริงแล้วเขาควรต้องขอบคุณอีกฝ่ายก่อนถึงจะถูกแต่สมองกลับสั่งการให้เอ่ยปากถามออกมาเสียอย่างนั้น

 

“ชั้นไม่รู้” คำตอบจากปากคนตรงหน้านั้นทำให้คนถามแทบช็อคจนเผลออุทานออกมาเสียงดัง

 

“ห๊ะ!”

 

“พอรู้สึกตัวอีกที มันก็ตามนายมาแล้ว”

 

“อย่าบอกว่าเป็นโรคจิตหรือสตอล์กเกอร์นะ ชั้นไม่ใช่คนดังไม่ต้องมาตาม”

 

“ไม่ใช่แบบนั้นนะ กวังมิน”

 

“น,,นาย เป็นสตอล์กเกอร์จริงๆใช่ไหม ถึงรู้จักชื่อชั้นด้วย” ว่าพลางถอยหลังหนีอีกฝ่ายจนแผ่นหลังกลับไปชิดกำแพงอีกครั้ง จะให้คิดยังไงกับคนที่บอกว่าตัวเองเป็นใครไม่รู้แต่กลับเรียกชื่อเขาถูกต้องทั้งที่เพิ่งเคยเจอหน้ากัน

 

“ชู่ววว อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวพวกนั้นกลับมาหรอก ชั้นเป็นคนดีที่ช่วยนายไว้ต่างหาก หรือไม่จริง?”

 

“อ..” คำพูดของอีกฝ่ายทำเอากวังมินเถียงไม่ออก จริงอยู่ว่าคนตรงหน้าเป็นผู้มีพระคุณ แต่…

 

“ใช่ไหมละ? หน้าตาชั้นไม่หมือนสตอล์กเกอร์สักหน่อย” กวังมินถึงกับไปไม่เป็นอีกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดจากปากคนตรงหน้า เออ ถ้าหน้านายเหมือนสตอล์กเกอร์ ฉันก็คงเป็นสตอล์เกอร์ด้วยสินะ เพราะหน้าเราเหมือนกัน 

 

“แล้วชื่อละ นายชื่ออะไร?” สุดท้ายร่างบางก็ทำได้เพียงเอ่ยถามชื่อออกไปแทน

 

“ยองมิน ชั้นรู้แค่นี้แหละ”

 

“อย่าบอกนะว่า บ้านอยู่ไหนก็ไม่รู้”

 

“อือ” ยองมินพยักหน้าตอบรับ ได้ยินแบบนั้นแล้วคนถามแทบทรุด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

 

“อย่ามาตลก” กวังมินว่าอย่างเหลืออด

 

“เฮ้อ ชั้นรู้ว่าพูดไปนายก็คงไม่เชื่อ แต่มีแค่นายคนเดียวที่เห็นชั้นแล้วก็คุยกับชั้นได้”

 

“นายเป็นวิญญาณเรอะ?”  คราวนี้ไอ้ตาสองข้างที่โตอยู่แล้วของโจกวังมินแทบทะลักออกจากเบ้า

 

“ก็ไม่เชิง ชั้นไม่รู้จริงๆ แต่แค่นายเท่านั้นที่ชั้นสื่อสารด้วยได้ และก็แค่กลางคืนเท่านั้นที่จะเห็นร่างของชั้น ตอนกลางวันจะคุยกันทางความคิดเท่านั้น” อีกคนตอบด้วยสีหน้าจริงจังจนกวังมินไม่รู้จะโต้ตอบยังไง สรุปนี่เขากำลังฝันถึงพวกนิยายแฟนตาซีอะไรทำนองนี้ใช่ไหม ช่วงนี้เขาก็เลิกอ่านการ์ตูนแล้วนะ ก็ไม่น่าจะฝันอะไรแบบนี้นี่นา

 

“ว้ากกกกกกก นี่ชั้นหลงเข้ามาในดินแดนมหัศจรรย์หรืออย่างไรกัน?”

 

ในขณะที่กวังมินกำลังกรีดร้องด้วยความสับสนและมึนงงชีวิต อยู่ๆอีกฝ่ายก็พูดขัดขึ้นมา

 

“กลับบ้านเหอะ”

 

“บ้านใคร?”

 

“ก็บ้านนายไง หรือนายจะนอนตรงนี้” ตอบพร้อมทั้งยักคิ้วกวนๆส่งให้คู่สนทนาหนึ่งทีถ้วน คิดว่าดูดีใช่ไหม ที่ทำน่ะ

 

“ทั้งแบบนี้นี่นะ”

 

“บอกแล้วไงว่าไม่มีใครเห็นชั้นหรอก ไม่เชื่อลองดูก็ได้” เขาตอบก่อนจะก้าวเท้าเดินนำหน้ากวังมินออกไป ทำอย่างกับรู้ว่าบ้านของกวังมินอยู่ไหนอย่างนั้นแหละ //หรือว่านายจะเป็นสตอล์กเกอร์จริงๆกัน ห๊ะ

 

 

หลังจากได้เห็นหน้าของอีกฝ่ายชัดๆแล้ว ก็ไม่เชิงว่าพวกเขาสองคนจะเหมือนกันจนแยกไม่ออกหรอก มองดีๆจะเห็นว่ายองมินตัวโตและสูงกว่ากวังมินนิดหน่อย แล้วก็สีผมของเขาสองคนนั้นต่างกัน ยองมินมีผมสีน้ำตาลทองอ่อนที่สะท้อนแสงไฟในยามราตรี ส่วนกวังมินมีผมสีน้ำตาลเข้มกลืนกับความมืดยามค่ำคืน

 

.

.

 

“กลับมาแล้วฮะ” เสียงตะโกนบอกคนในบ้านดังพร้อมกับบานประตูที่เปิดออก

 

“กินอะไรมาหรือยังจ๊ะ?” เสียงใสของคุณแม่คนสวยเอ่ยถามลูกชายที่เพิ่งกลับมาถึงบ้าน แม้จะดึกไปหน่อย แต่โบคยองก็เข้าใจว่าเด็กมหา’ลัยมีทั้งกิจกรรมและรายงานที่ต้องทำมากกว่าตอนเรียนมัธยม

 

“ยังเลยฮะ แต่เดี๋ยวผมอาบน้ำก่อนแล้วจะเอาไปกินในห้องนะฮะ ต้องทำการบ้านด้วย” กวังมินกล่าวบอกคุณแม่ก่อนเดินเลี่ยงขึ้นห้องไป ทั้งที่ปกติแล้วไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหน เด็กหนุ่มมักจะตรงเข้าไปหาของกินแล้วค่อยไปอาบน้ำเสมอ

 

.

.

 

หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายที่เหนื่อยล้าให้สมองสดชื่นแล้วกวังมินก็กลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้งพร้อมชามข้าวในมือ

 

“กินข้าวกัน” ร่างบางเอ่ยปากชวนอีกคนที่นั่งอยู่บนเตียง

 

“อย่าบอกนะว่าที่เอาข้าวมากินห้องก็เพื่อจะแบ่งชั้น” ยองมินเหลือบมองอาหารในจานที่มีปริมาณมากเกินกว่าที่คนตัวบางจะกินหมด ก็กวังมินน่ะตัวเล็กนิดเดียว เอวบางจะเหมือนจะปลิวลม คงไม่กินข้าวเยอะขนาดนี้หรอก

 

“งั้นนายจะกินอะไรล่ะ”

 

“ขอบใจนะ แต่ชั้นคิดว่าไม่ต้องกินชั้นก็อยู่ได้ เหมือนเงาที่คอยตามนายประมาณนั้นละมั้ง อย่าเรียกวิญญาณเลยมันดูน่ากลัวพิกล”

 

“คนที่ควรกลัวคือชั้นต่างหากไม่ใช่นาย” กวังมินส่ายหน้าก่อนจะเดินเลี่ยงไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะทำการบ้าน ถึงมันจะเป็นเรื่องชวนมึนสับสนและยากจะเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ยองมินพูดจะเป็นความจริง เมื่อตอนเปิดประตูเข้ามาในบ้าน แม่ก็ทักเขาปกติโดยไม่ได้รู้สึกถึงใครอีกคนที่เดินตามหลังมา และถ้าจะบอกว่าอีกฝ่ายเป็นเงาก็ไม่ผิดนักหรอก เพราะพวกเขาหน้าตาเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก ไม่ใช่เงาก็ต้องเป็นฝาแฝดแล้ว แต่กวังมินเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่ ไม่มีน้อง

 

.

.

 

เช้าของรุ่งขึ้น เมื่อกวังมินตื่นมาก็ไม่พบกับยองมินแล้ว พอคิดจะเอ่ยปากถามถึง เสียงของอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาในความคิด สรุปความได้ว่ายองมินเป็นเงาที่จะเห็นได้ในตอนกลางคืน